
วันนี้แหล่งข่าวจากวงการเศรษฐกิจระบุว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ลงมือแทรกแซงตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรา เพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งในช่วงหลังบาทปรับตัวแข็งค่าสุดในรอบ 4 ปี ส่งผลให้ทุกฝ่ายกังวลถึงผลกระทบต่อภาคส่งออกและการท่องเที่ยว
ตัวแทนธนาคารแห่งประเทศไทยเปิดเผยว่า หนึ่งในมาตรการที่ใช้ คือการเสริมทุนสำรองระหว่างประเทศ เพื่อให้สามารถเข้าแทรกแซงได้อย่างยืดหยุ่นเมื่อจำเป็น พร้อมยืนยันว่า ธปท. ติดตามการเคลื่อนไหวของเงินบาทอย่างใกล้ชิด และตั้งเป้าให้เงินบาทเคลื่อนไหวอย่าง “พอเหมาะ ไม่รุนแรง” ในช่วงเวลานี้
ณ เวลาที่รายงาน ค่าเงินบาทอยู่ที่ประมาณ 31.87 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นราว 8 % ในปีนี้ ซึ่งถือเป็นการปรับตัวขึ้นสูงสุดเป็นอันดับสองของภูมิภาคเอเชีย รองจากดอลลาร์ไต้หวัน สถานการณ์นี้สร้างแรงกดดันต่อผู้ส่งออกที่ต้องเผชิญกับการแข่งขันด้านราคาสินค้า ขณะเดียวกัน นักท่องเที่ยวอาจรู้สึกว่าสินค้าและบริการในไทยมีราคาสูงขึ้นเมื่อเทียบกับต่างประเทศ
แหล่งข่าวระบุอีกว่า ปัจจัยที่หนุนให้เงินบาทแข็งคือ ดอลลาร์อ่อน, ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล, การซื้อขายทองคำ และความชัดเจนทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นหลังคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ผ่านพระราชทาน การนำเข้าทองคำของไทยในช่วงมกราคม–กรกฎาคมปีนี้พุ่งขึ้นถึง 82 % เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเฉพาะการส่งออกทองคำไปยังกัมพูชา ซึ่งถูกตั้งข้อสงสัยว่าอาจมีการค้าข้ามพรมแดนที่ผิดธรรมดา
ถึงแม้ธนาคารกลางจะกำลังพิจารณามาตรการอื่น ๆ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น แนวทางการทำธุรกรรมทองคำด้วยเงินดอลลาร์สหรัฐ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีแผนใช้อัตราภาษีทองคำโดยทันที เนื่องจากต้องมีการหารือเพิ่มเติมกับภาคธุรกิจและกระทรวงการคลัง
ฝั่งผู้มีอำนาจกล่าวว่า รัฐบาลพร้อมจับมือกับธนาคารแห่งประเทศไทยในการกำกับดูแลเงินทุนไหลเข้า-ออก และจับตาพฤติกรรมการซื้อขายทองคำอย่างผิดปกติ เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
คำชี้แจง (Disclaimer) : เนื้อหาข้างต้นเป็นเพียงมุมมองของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว และไม่ได้แสดงหรือสะท้อนถึงจุดยืนอย่างเป็นทางการของ Followme แต่อย่างใด Followme ไม่รับผิดชอบต่อความถูกต้อง ความครบถ้วน หรือความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่ปรากฏ และจะไม่รับผิดชอบต่อการดำเนินการใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากเนื้อหานั้น เว้นแต่จะมีการระบุไว้เป็นลายลักษณ์อักษรอย่างชัดเจน

-จบ-